<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> FFA Issue 18 July 2003 - เมตาโบลิค ซีนโดรม  (Metabolic Syndrome) – เรื่องของการดำเนินวิถีชีวิต t_Articles t_Articles AFIC
   
 
 

More AFIC Links

 
   
   


 
 
 

     

Journalist access

to expert database

FFA Issue 18 July 2003 - เมตาโบลิค ซีนโดรม  (Metabolic Syndrome) – เรื่องของการดำเนินวิถีชีวิต 

t_Articles

 

คำว่า เมตาโบลิค ซินโดรม หรือกลุ่มอาการป่วยที่เกิดจากขบวนการเมตาโบลิซึม อาจฟังดูเป็นศัพท์ใหม่สำหรับหลายๆ คน แต่ความจริง กลุ่มอาการโรคนี้มีมานับพันๆ ปีแล้ว เพิ่งจะมารู้จักกันในชื่อ ซินโดรม X” (Syndrome X) ในปีพ.ศ. 2531 โดย ศ.นพ.ดร. เจอรัล รีเวน แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นผู้เริ่มต้นขนานนามกลุ่มอาการเหล่านี้ และหลังจากนั้น เราจึงเริ่มได้ยินและเรียนรู้เรื่องราวว่า การดำเนินชีวิตของมนุษย์เรามีผลต่อสุขภาพ วิถีการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล จะยังผลให้บุคคลคนนั้นมีสุขภาพดี หรือพาตนเองสู่ความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการดังกล่าวได้ 

เมตาโบลิค ซินโดรม (บางครั้งอาจเรียกว่า กลุ่มอาการต้านอินซูลิน) จะถูกนำมาใช้เรียกก็ต่อเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้   3 อย่างขึ้นไป  อ้วนบริเวณช่องท้อง, มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง, มีระดับ HDL ต่ำ, ความดันโลหิตสูง, ระดับกลูโคสในเลือดสูงเมื่องดอาหาร  ถ้ามีอาการหลายอย่างรวมกันอย่างนี้ เราจึงจะเรียนกว่าเป็นเมตาโบลิค ซินโดรม ซึ่งจะมีผลให้คนๆนั้น มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหลอดเลือดหัวใจ (1) 

ใครคือบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง?

พันธุกรรม :  จากการศึกษาของ ดร.เจอรัลด์ รีเวน พบกว่าร้อยละ 50 ของคนไข้ที่มีอาการต้านอินซูลิน มีสาเหตุมาจากลักษณะทางพันธุกรรม ส่วนอีกร้อยละ 50 มาจากปัจจัยการดำเนินชีวิต (1) การศึกษาที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ในไทเป พบว่ากลุ่มอาการป่วยที่เรียกว่า เมตาโบลิค ซินโดรม สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ในครอบครัวชาวจีนและญี่ปุ่นที่มีประวัติความดันโลหิตสูง (2) ที่น่าสนใจก็คือ ความเสี่ยงต่อความสามารถในการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจะแตกต่างกันในแต่ละเพศ จากการศึกษาใน 11 จังหวัด ในจีนแผ่นดินใหญ่พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของเพศชายคือ เส้นรอบเอว และผู้มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ส่วนในเพศหญิง ปัจจัยเสี่ยงก็คือเส้นรอบเอวและผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นความดันโลหิตสูง (3) 

โรคอ้วน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นโรคอ้วนในบริเวณช่องท้อง  ความอ้วนนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้ มีความเชื่อว่ากรดไขมันอิสระ จากไขมันบริเวณหน้าท้อง มีบทบาทในการทำให้เกิดการต้านอินซูลิน                      (2) นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าสารพันธุกรรมตัวใด ที่เป็นตัวกระตุ้นกลุ่มอาการป่วยที่เรียกว่าเมตาโบลิค ซินโดรมนี้ แต่พวกเขาเชื่อกันว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันระหว่งสารพันธุกรรมเดิมที่ก่อให้เกิดการอ้วนและน้ำหนักเกิน 

การขาดการออกกำลังกาย  การขาดการออกกำลังกายและความอ้วน มักจะไปด้วยกันเสมอ และการขาดการออกกำลังกาย ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่กลุ่มอาการป่วยแบบ เมตาโบลิค ซินโดรม รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวเนื่องกัน ทั้งนี้เพราะการขาดการออกกำลังกายมีผลด้านลบต่อความแข็งแรงของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ 

อายุ: การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาได้รายงานว่า กลุ่มอาการป่วยแบบเมตาโบลิคซินโดรมนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตามอายุ จากร้อยละ 6.7 ในกลุ่มคนอายุ 20-29 ปี เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 43.5 ในอายุ 60-69 ปี และร้อยละ 42.0 ในกลุ่มคนอายุ 70 ปีขึ้นไป ผลการศึกษาในเรื่องอายุจะคล้ายกันทั้งเพศชาย (ร้อยละ 24.0) และเพศหญิง (ร้อยละ 23.4) (4) 

การวินิจฉัยโรค   

เราจะวินิจฉัยว่า คนไข้อยู่ในกลุ่มอาการป่วยแบบเมตาโบลิค ซินโดรม ก็ต่อเมื่อเราตรวจพบอาการ 3 อย่างขึ้นไปจาก 5 อาการดังต่อไปนี้ 

  • บริเวณช่วงกลางของลำตัวขยายใหญ่เกิน :  ขนาดรอบเอวในเพศชายเกิน 40 นิ้ว (หรือ 102 เซนติเมตร) และในเพศหญิง เกิน 35 นิ้ว (88 เซนติเมตร) โรคอ้วนตรงบริเวณช่องท้อง ปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยความเสี่ยงของเมตาโบลิค สูงมากกว่าการวัดด้วยน้ำหนักตัวโดยรวมทั้งหมด เช่น ดัชนีความหนาแน่นของร่างกาย (BMI)

  • ความดันโลหิตสูง  ความดันโลหิตที่ 135/85 มม .  ปรอท หรือสูงกว่า

  • ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง  อยู่ที่ 150 มก. / ดล. (หรือ1:7 มิลลิโมล/ลิตร)

  • ระดับของโคเลสเตอรอลที่ดี หรือ HDL อยู่ที่ 40 มก./ดล. หรือต่ำกว่า
    (1.04 มิลลิโมล/ลิตร
    )ในเพศชาย และอยู่ที่ 50 มก. / ดล.  หรือต่ำกว่า (หรือ 1.29 มิลลิโมล/ลิตร) ในเพศหญิง

  • ระดับน้ำตาลในเลือด อยู่ที่ระดับ 110 มก. / ดล (6.1 มิลลิโมล/ลิตร) หรือสูงกว่า เมื่อตรวจหลังงดอาหาร

การป้องกันและการรักษา

ทั้งๆ ที่คนมีน้ำหนักเกิน และวิถีชีวิตที่ค่อนข้างอยู่เฉยๆ ของคนเราสมัยนี้ เป็นสาเหตุหลักสำคัญที่ก่อให้เกิดกลุ่มอาการป่วยแบบเมตาโบลิคซินโดรม สมาคมหัวใจอเมริกันก็ยังคงแนะนำการป้องกันและรักษากลุ่มอาการป่วยดังกล่าว โดยการพยายามให้มีน้ำหนักตัวที่พอดีและเพิ่มกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวให้มากขึ้นซึ่งทั้งสองวิธีเป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ในการทดสอบระดับความไวของอินซูลิน, ระดับความดันโลหิตและระดับไลโปโปรตีนในเลือด 

  • การลดน้ำหนัก

การมีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นผลโดยตรงจากการที่เราบริโภคเกินกว่าที่ร่างกายเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการจะลดน้ำหนักได้ก็คือ ต้องทำกลับกัน คือ บริโภคอาหารให้น้อยลง และ/หรือให้ร่างกายมีการใช้พลังงานมากขึ้น นั่นคือ เพิ่มกิจกรรมการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย ฟังดูแล้วคงเป็นสิ่งที่คุ้นหู แต่ก็อยากจะย้ำให้ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักตระหนักว่า นี่คือสิ่งจำเป็นแต่ยากที่จะทำ 

  • อาหาร

ปริมาณการบริโภคอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผุ้ที่ต้องการลดและควบคุมน้ำหนักคือ รับประทานอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรตสูงในปริมาณกลางๆ (ร้อยละ 45-55 ของแคลอรีที่ร่างกายต้องการแต่ละวัน), และรับประทานอาหารไขมันต่ำ  (ประมาณร้อยละ 10-15 ของปริมาณแคลอรีที่ร่างกายต้องการ) การเลือกรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่างเช่นข้าวกล้อง ผัก และผลไม้ จะช่วยทำให้อิ่มนาน และให้ผลดีกับสุขภาพทางอื่นๆ ด้วย เช่น ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ในทำนองเดียวกันการจำกัดการรับประทานอาหารประเภทไขมัน ก็เป็นสิ่งที่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาหารประเภทไขมันมีแคลอรีสูงสุดและให้ประโยชน์ไม่เท่า เมื่อเทียบกันกับอาหารประเภทโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตนอกจากนี้การเลือกรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวหรือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งจะมีผลเกี่ยวข้องกันกับกลุ่มอาการป่วยจากความเสื่อมหรือเมตาโบลิค ซีนโดรมนั่นเอง  

การลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการค่อยปรับเปลี่ยนแนวทางการรับประทาน จะเป็นหัวใจสำคัญในการลดหรือควบคุมน้ำหนักให้ได้ในระยะยาว การหาทางที่จะมีความสุขกับการรับประทานอาหารสุขภาพ และให้ทำได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาอุปนิสัยเพื่อวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีตลอดไป ยกตัวอย่างเช่น เรียนรู้ที่จะจัดสมดุลย์การรับประทานอาหารพวกไขมันที่ให้พลังงานสูงกับอาหารที่ให้พลังงานต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูงเป็นบางครั้งบางคราว, การปรับขนาดหรือปริมาณการรับประทานอาหาร และการรู้จักให้รางวัลตัวเองในการรับประทานสิ่งที่ชอบเป็นครั้งคราวและมีความสุข โดยไม่ต้องรู้สึกผิด จะช่วยให้สามารถคงความรู้สึกอยากรักษาสมดุลย์ในการรับประะทานได้ตลอดไป 

  • กิจกรรม :

มีการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ พบว่าผู้ชายที่ออกกำลังกายมากกว่า 3 ชม.ต่อสัปดาห์ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคในกลุ่มอาการป่วยจากความเสื่อมนี้ได้มากถึงร้อยละ 50  เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ออกำลังไม่ถึง 1 ชม.ต่อสัปดาห์ (5) การออกกำลังกายเป็นประจำ ยังจะสามารถช่วยลดโคเลสเตอรอลประเภท VLDL และ LDL ในขณะที่ช่วยเพิ่มระดับของ HDL ได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับความดันโลหิตในผู้ที่เป็นความดันสูง และลดอาการต้านอินซูลินได้อีกด้วย (4)  

คำแนะนำวิธีการปฏิบัติในปัจจุบันมีต่างๆ กัน แต่เป้าหมายที่ดูจะสมเหตุสมผลที่สุดน่าจะเป็นว่า ให้ออกกำลังอย่างน้อย 30 นาที ต่อวันและพยายามให้กล้ามเนื้อออกกำลังทุกส่วนและให้หัวใจและปอดมีอัตราการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ไม่หักโหมด้วย บางคนอาจชอบออกกำลังรวดเดียวให้ได้ 30 นาทีเลย แต่การออกกำลังครั้งละ  10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง ก็ถือว่าใช้ได้ และอาจเหมาะกับวิถีชีวิตของบางคนด้วย การเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์ หรือใช้ช่วงเวลาพักในที่ทำงานสัก 10 นาที ออกกำลังกาย ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการออกกำลังกายประจำวันที่ดีทีเดียว 

คำลงท้าย

มีการคาดการณ์ว่า กลุ่มอาการโรคแบบเมตาโบลิคซินโดรมนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่กับสังคมทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา   การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสร้างอุปนิสัยการดูแลสุขภาพจะกลายเป็นสิ่งสำคัญทั้งใน   แต่ละบุคคล และสังคมโดยส่วนรวม และควรให้ความรู้ที่ว่า กลุ่มอาการป่วยเมตาโบลิค ซีนโดรมนี้ สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วยส่วนหนึ่ง จึงไม่ใช่ว่าจำเป็นสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้นแต่เด็กๆ ก็ต้องให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างอุปนิสัยดำเนินชีวิตเพื่อการมีสุขภาพดีตลอดไป 

เอกสารอ้างอิง
  1. Reaven G. & Strom T.K. and Fox B. (2000) Syndrome X : Overcoming the Silent Killr That Can Give You a Heart Attack

  2. Wu KD, Hsiao CF, Ho LT, Sheu WH, Pei D, Chuang LM, Curb D, Chen YD, Tsai HJ, Dzau VJ, Cox D, Tai TY. Clustering and heritability of insulin resistance in Chinese and Japanese Hypertensive families: a Stanford-Asian Pacific Program in Hypertension and Insulin Resistance sibling study. Hypertens Res. 2002 Jul;25(4):529-36

  3. Wu G. Zhonghua Yu Fang Yi Xue Za Zhi. The  prevalence of metabolic syndrome in a 11 provinces cohort in China. Further Study Of Risk Factors For Stroke And Coronary Heart Disease2002 Sep;36(5):298-300

  4. Ford ES, Giles WH, Dietz WH. Prevalence of the metabolic syndrome among US adults:findings from the third National Health and Nutrition Examination Survey. JAMA. 2002 Jan 16,287(3):356-9.

  5. Diabetes In Control Dot Com: Diabetes Care 2002;25:1612-1618.

 

 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.