t_Articles
คำแนะนำเรื่องน้ำหนักตัวที่พอดี
–
ขนาดเดียวไม่ใช่สวมได้ทุกคน !
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกังวลกันมากว่า มีคนเป็นจำนวนมากทั่วโลก
ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีน้ำหนักตัวเกิน หรือเป็นโรคอ้วน
และมีหลักฐานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนที่สามารถควบคุมไขมันในร่างกาย
(total
body fat)
ได้
จะสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคแห่งความเสื่อมเรื้อรังก่อนวัยอันควรได้ด้วย
อย่างเช่น โรคหัวใจ, โรคลมปัจจุบัน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง
และโรคเบาหวาน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญก็เริ่มที่จะเข้าใจแล้วว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องน้ำหนักตัวและแนวโน้มการพัฒนาของโรคความเสื่อมเรื้อรัง
มีความซับซ้อนมากกว่าที่จะเป็นเหมือนสูตรง่ายๆว่า น้ำหนักตัวเกิน
=
การเพิ่มความเสี่ยง
สำหรับท่านที่ต้องการทราบว่า
แล้วน้ำหนักตัวมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างไร
และจะทราบได้อย่างไรว่าคุณต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง
ต่อไปนี้เป็นบทสรุปในงานวิจัยล่าสุดและข้อแนะในการปฏิบัติ
แต่อย่างไรก็ตามคำแนะนำทั่วๆ
ไปไม่สามารถที่จะนำไปใช้ทดแทนได้สำหรับการรักษาโรคของแต่ละบุคคล และสำหรับท่านที่มีปัญหาสุขภาพที่ค่อนข้างรุนแรง
ขอแนะนำให้ท่านปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของท่านก่อน
แนวโน้มใ นเอเชีย
ความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังในหมู่คนเอเชียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
โดยที่มีน้ำหนักตัวในระดับที่ต่ำกว่าชาวผิวขาว
ผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษาและแยกแยะลักษณะทางภายภาพบางอย่าง
ที่พบเป็นประจำในชาวเอเชีย และเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น
อย่างเช่นคนที่มีไขมันส่วนเกินพอกพูนอยู่ในบริเวณท้อง และ / หรือคนที่ได้รับอาหารไม่เพียงพอ
ในช่วงแรกของชีวิต แต่แล้วกลับมาอ้วนอย่างรวดเร็ว (เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า
“Barker
effect”)
และ / หรือคนที่มีวิถีชีวิตแบบอยู่นิ่งๆ
ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวมาก คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีอาการป่วย
ซึ่งเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการมีน้ำหนักตัวเกิน หรือเป็นโรคอ้วน( 1)
สถิติชีวิต (
Vital Statistic
)
ต่อไปนี้เป็นวิธีการที่แนะนำสำหรับการทดสอบสภาวะสุขภาพ
โดยใช้ตัวเลขทางสถิติของแต่ละบุคคลและนำมาคำนวณแบบง่ายๆ
:
• ดัชนีมวลกาย
( BMI )
มาตรฐานที่ใช้กันเป็นสากลในการจำแนกน้ำหนักของร่างกายว่า
น้ำหนักปกติน้อยหรือมากเกินหรือเป็นโรคอ้วน ก็คือค่าดัชนีมวลกาย
(BMI = Body
Mass Index)
ค่า
BMI
คำนวณโดยนำน้ำหนักตัวคน (เป็นกิโลกรัม) ตั้ง หารด้วยส่วนสูง (เป็นเมตร)
ยกกำลังสอง ค่ามาตรฐานเดียวกันที่ใช้มานาน และใช้กันทั่วโลก
ในการจัดกลุ่มน้ำหนักตัวก็คือ ค่า
BMI 18.5
ถึง
25
ถือว่า น้ำหนักปกติ ,
25
ถึง
30
ถือว่าน้ำหนักตัวเกิน
และน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคบางอย่างและถ้าเกิน
30
เราถือว่าเป็นโรคอ้วนแล้ว และมีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากเรื่องน้ำหนักตัว
แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ผู้เชี่ยวชาญได้สังเกตเห็นว่า
ชาวเอเชียบางกลุ่มเกิดการเจ็บป่วยมีส่วนสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว ซึ่งเป็นผลมาจากน้ำหนักตัวเกินที่ค่า
BMI
เพียงแค่เกิน
23
เท่านั้น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญประจำองค์การอนามัยโลก
(WHO)
จึงแนะนำมาตรฐานค่าดัชนีมวลกายใหม่ที่ต่ำลงสำหรับชาวเอเชีย คือถ้าค่า
BMI 18.5
– 23
ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ ต่อการเกิดการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว ,
23 –
27.5
ถือว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และ
27.5
ขึ้นไป ถือว่าเป็นสัญญาณของความเสี่ยงสูง
(2)
อย่างไรก็ตามการใช้ค่าดัชนีมวลกายก็มีข้อเสียตรงที่ว่าการคำนวณไขมันร่างกายบางครั้งอาจผิดพลาด
เช่นคำนวณได้สูงเกินในกลุ่มนักกีฬา หรือคนที่มีกล้ามเนื้อ เช่น ชนชาวพื้นเมืองในหมู่เกาะแปซิฟิค
ที่เป็นนักเพาะกาย ในทางตรงกันข้าม
ค่าดัชนีมวลกายอาจต่ำเกิน เมื่อใช้กับผู้สูงอายุหรือผู้ที่สูญเสียมวลของกล้ามเนื้อ ดังนั้น
ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ใช้การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย ร่วมกับค่ารอบเอวและ / หรือ
อัตราส่วนเอวต่อสะโพก
(Waist -to-hip ratio)
ทั้งนี้เพื่อความแม่นยำ มากยิ่งขึ้น
•
การวัดรอบเอว
(Waist
circumference)
การวัดรอบเอว คือ การวัดส่วนที่แคบที่สุด ระหว่างกระดูกซี่โครง และสะโพก
เมื่อมองจากด้านหน้า หลังจากผ่อนลมหายใจออก รอบเอวเป็นการวัดไขมันหน้าท้อง
และเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของสภาวะสุขภาพของร่างกาย ถึงแม้เมื่อการคำนวณค่า
BMI
จะบอกว่าน้ำหนักตัวปกติก็ตาม ตามที่ใช้กันทั่วโลก คือ รอบเอวมากกว่า
102
ซม.
(40
นิ้ว) ในผู้ชาย และมากกว่า
88
ซม.
(35
นิ้ว) ในผู้หญิง ถือเป็นขนาดที่คนๆนั้น
จะมีความเสี่ยงต่อโรคที่มีส่วนสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว
เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการกำหนดเรื่องขนาดรอบเอวในประชากรชาวเอเชียใหม่โดยคณะทำงานเรื่องโรคอ้วนในประเทศจีน
ได้ศึกษาทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ค่าดัชนีมวลกาย, รอบเอว
และปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง และรวบรวมหลักฐานทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน
และค่าใหม่ที่กำหนดคือรอบเอวมากกว่า
85
ซม.
ในผู้ชาย และมากกว่า
80
ซม.
ในผู้หญิงชาวจีน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการ วิเคราะห์ว่า เป็นโรคอ้วน
ส่วนกลางหรือบริเวณท้องนั่นเอง
(4)
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวนี้ ยังไม่ได้แนะนำใช้ในทุกประเทศในเอเชีย
แต่ก็ถือเป็นตัวเลือกในการใช้เปรียบเทียบกับค่าดัชนีสากล
ซึ่งตัวเลขสากลอาจยังไม่สะท้อนความแตกต่างของการกระจายไขมัน
และองค์ประกอบในร่างกายของชาวผิวขาว และชาวเอเชีย
•
อัตราส่วนเอวต่อสะโพก
(Waist-to-hip
ratio (WHR)
WHR
เป็นอัตราส่วนของรอบเอวต่อรอบสะโพกของคน คำนวณโดยนำเอาขนาดรอบเอว
หารด้วยขนาดรอบสะโพก
WHR
ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะตรวจดูการกระจายตัวของไขมันของร่างกาย
นอกเหนือจากการใช้ขนาดรอบเอวสำหรับคนส่วนใหญ่
และบางทีอาจจะเป็นชาวเอเชียโดยเฉพาะก็ได้
ที่พบว่าไขมันบริเวณหน้าท้องเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพได้มากกว่า
ค่า
WHR
ที่
0.90
หรือน้อยกว่าในผู้ชาย และที่
0.80
หรือน้อยกว่าในผู้หญิง ถือเป็นอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงความมีสุขภาพดี
แต่อัตราส่วนเอวต่อสะโพกที่
1
หรือมากกว่านั้น จัดเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการเจ็บป่วย
และอัตราส่วนที่
1
หรือมากกว่านี้ ถือเป็นดัชนีเตือนให้เราขจัดไขมันออกจากหน้าท้องเสียบ้าง
(2)
สัญญาณเตือน
ค่าดัชนีทั้งสาม เมื่อใช้ร่วมกัน จะมีประโยชน์มากในการวิเคราะห์น้ำหนักตัว
และกำหนดเป้าหมายเพื่อรักษาน้ำหนักตัว หรือต้องลดน้ำหนักลง
ดูเหมือนโดยเฉพาะชาวเอเชีย การประเมินค่าไม่ใช่จะทำเฉพาะน้ำหนักตัวเท่านั้น
แต่การคำนวณค่าของไขมันหน้าท้อง เป็นสิ่งต้องประเมินร่วมกันด้วย
เพราะสามารถใช้เป็นตัวตรวจสอบสุขภาพอย่างง่ายๆ ได้ด้วย
ไม่ว่าเป้าหมายของแต่ละคนจะเป็นการรักษาน้ำหนักให้คงที่
หรือจะเป็นการลดน้ำหนักก็ตาม
คำแนะนำเพื่อให้แต่ละบุคคลสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี
ไม่ต่างกันเลย ทุกคนควรสร้างวิธีการดำเนินชีวิต
เพื่อการมีสุขภาพดีให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล
ควรยึดถือหลักโภชนาการที่สมดุลและไขมันต่ำ
ประกอบกับการออกกำลังกายเป็นประจำ อุบัติการณ์ โย - โย
(yo-yo
effect)
หรือการที่น้ำหนักลดแล้วกลับขึ้นมาอีก
ซึ่งมักเกิดกับคนที่พยายามลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว โดยการจำกัดอาหาร
และเมื่อกลับไปกินสู่พฤติกรรมการรับประทานแบบเดิม น้ำหนักก็จะกลับเพิ่มขึ้นอีก
สถานการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพ
และทำให้การควบคุมน้ำหนักในระยะยาวยิ่งยากขึ้น
การออกกำลังกายในระดับปานกลาง ถึงหนัก เป็นเวลา
30-60
นาที
ทุกวัน เช่น การเดินเร็วหรือว่ายน้ำ จะช่วยในการรักษาน้ำหนัก
และช่วยลดน้ำหนักได้ ไม่ว่าน้ำหนักตัวจะเป็นเท่าใด
การออกกำลังกายจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ,
โรคลมปัจจุบัน และโรคเรื้อรังอื่นๆ
ได้อย่างมหาศาล เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง
นอกจากนี้ผลตอบแทนจากการออกกำลังกาย
อาจได้มาจากการที่มีรายงานซึ่งได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร
The
Journal of American Medical Association
ที่พบว่า การออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยลด
“ ไขมันภายในช่องท้อง ”
อันจะเป็นตัวช่วยลดขนาดรอบเอวได้ แม้ว่าน้ำหนักจะไม่ลดก็ตาม
(4)
นอกจากนี้การออกกำลังกายเป็นประจำยังนำประโยชน์อื่นให้กับเราอีก
เช่นจะทำให้คุณภาพการนอนหลับ ดีขึ้น และสุขภาพจิตก็ดีขึ้นด้วย
ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นอีกว่า การรักษาน้ำหนักตัวให้พอดี
ควรเป็นเป้าหมายตลอดชีวิต องค์การอนามัยโลก
(WHO)
ให้คำแนะนำว่า คนในวัยผู้ใหญ่ควรตั้งเป้าที่จะไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นกิน
5
กิโลกรัม
ไปตลอดชีวิต
ขั้นตอนแรกเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ คือ
ลงทุนซื้อเครื่องชั่งน้ำหนัก สายวัดเอวหรืออาจเพิ่มเครื่องคิดเลขสักเครื่อง
แค่นี้เอง คืออุปกรณ์ที่แต่ละคนควรมีเพื่อการดูแลน้ำหนักตัว
ให้มี
สุขภาพดีตลอดชีวิต
เอกสารอ้างอิง
1.
Barker D.,1998. Mothers, Babies and Diseases in Later Life.
Churchill-Livingstone, London
2.
Appropriate body-mass index for Asian populations and its
implications for policy and intervention strategies WHO expert
consultation. Lancet 2004; 363:157-63.
3.
Use of body mass index and waist circumference to predict risk of
chronic disease. Journal of the American Dietetic Association, June
2001.
4.
Zhou Bei Fan and the cooperative Meta analysis Group of Working
Group on Obesity in China. Predictive values of body mass index and
waist circumference for risk factors of certain related diseases in
Chinese adults: study on optimal cut-off points of body mass index and
waist circumference in Chinese adults. Asia Pacific Journal of Clinical
Nutrition. Volume 11, Issue 58 p5685, December 2002.
5.
ML. Irwin, Y., Y. Yasui, CM. Ulrich, et al. Effect of exercise on
total and intra-abdominal body fat in postmenopausal women. JAMA, 2003,
vol. 289, pp. 323-330.