11 ตุลาคม 2547
จริง ๆ แล้ว
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ
(FAO)ได้ประกาศให้ปี 2547 เป็นปีแห่งข้าวสากล
โดยมีคำขวัญว่า “ข้าวคือชีวิต”
ข้าวจัดเป็นพืชเศรษฐกิจและเป็นอาหารหลักที่มีความสำคัญมากที่สุดของประชากรจำนวนมากกว่า
50 % ของโลก และเนื่องในวันอาหารโลกซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 16 ตุลาคม
จะเน้นเรื่องการค้นคว้าศึกษาและวิจัยอย่างต่อเนื่องของนักวิจัยในเรื่องการคิดค้นเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ๆ
และการเพิ่มปริมาณคุณค่าสารอาหารในเมล็ดพันธุ์ข้าว
ในโอกาสนี้ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย (AFIC)
ได้สรุปรายงานความคืบหน้าผลการวิจัยเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
และนักปรับปรุงพันธุ์เมล็ดข้าวมีวิธีการอย่างไรในการเพิ่มและพัฒนาระดับปริมาณของสารอาหารในเมล็ดข้าวเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอแก่จำนวนประชากรที่มีอยู่มากมายในทวีปเอเชีย
ข้าวเพื่อชีวิตในปี 2547 :
ปีข้าวสากล
คนไทยเปรียบข้าวว่าเป็นแม่ “แม่โพสพ”
ชาวญี่ปุ่นก็มีความคิดเช่นเดียวกัน
ชาวจีนจะทักทายเมื่อพบกันว่า “กินข้าวหรือยัง”
ซึ่งสื่อถึงว่าคนที่ได้รับประทานอาหารแล้วนั้นสบายดี
ชาวนาในประเทศเวียตนามถือว่าตนเอง
ไม่จน”
ถ้าเขาสามารถมีข้าวกินได้ทุกวันตลอดทั้งปี
จริงๆ แล้ว
ข้าวเป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรมและอารยธรรม ของในหลายแห่งของเอเชีย
มีการปลูกข้าวเป็นครั้งแรกในบริเวณ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำระหว่างเอเชียใต้
และเอเชียตะวันออก เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว
และนั่นก็คือจุดกำเนิดของการเก็บเกี่ยวข้าวๆในอินเดีย จีน
และบริเวณสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำโขง จากวันนั้น
ข้าวได้เจริญรุ่งเรืองไปพร้อมๆกับชุมชนในแถบนี้ จนถึงวันนี้
ข้าวมีการพัฒนาจนมีหลายหลากสีสัน ตั้งแต่ข้าวสีขาว สีน้ำตาล สีแดง
ไปจนกระทั่งสีดำ ลักษณะเนื้อของข้าวก็มีความแตกต่าง มีข้าวเจ้า และข้าวเหนียว
รวมไปจนถึงความแตกต่างของรสชาติที่ราคาแพงและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด
ก็คือ ข้าวหอมมะลิ และข้าวบัสมาติ
ในศตวรรษที่ 21 ข้าวยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญของสภาพเศรษฐกิจสังคม และ
การเมืองในประเทศแถบเอเชียหลายประเทศ
ทวีปเอเชียยังคงเป็นทวีปที่สำคัญที่สุดในการปลูก,บริโภค
และส่งออกข้าว การที่ข้าวมีบทบาททั้งในด้านความมั่นคงเรื่องอาหาร
เรื่องรายได้ และ เสถียรภาพทางการเมือง
การเข้าแทรกแซงตลาดของรัฐบาลจึงเกิดขึ้นเสมอๆ จากประเทศ
ญี่ปุ่นไปจนถึงประเทศอินเดีย
ประชาชนชาวเอเชียจะพยายามปกป้องผลผลิตข้าวของตนและต่อต้านกระแสกดดันจากภายนอก
ที่พยายามจะให้มีการค้าข้าวเสรี
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา และประเทศที่ยังคงพึ่งเกษตรกรรมเป็นหลัก
การเพิ่มผลผลิตข้าวจะเป็นการช่วยลดความยากจน และความอดอยาก
ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร และ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ
ข้าวเป็นอาหารที่สำคัญมากต่อชาวเอเชีย
สำคัญถึงขนาดว่าเป็นองค์ประกอบหลักของอาหารแทบทุกมื้อ ทางด้านโภชนาการ
ชาวเอเชียกว่า 2 พันล้านคนได้รับพลังงานกว่าร้อยละ 60-70
จากข้าวเพียงอย่างเดียวในชีวิตประจำวันและการที่คนพึ่งพาข้าวเป็นอาหารหลักเช่นนี้
ก่อให้เกิดการขาดสารอาหารรองบางชนิดที่สำคัญ ต่อร่างกายเป็นจำนวนหลายล้านคน
ขณะที่ข้าวเป็นอาหารที่ให้พลังงานอย่างเพียงพอต่อร่างกาย แต่จะขาดกรดอมิโน
และสารอาหารสิ่งที่เป็นประโยชน์เช่น โปรตีน เส้นใยอาหาร ไขมันที่เป็นประโยชน์
ธาตุเหล็ก และวิตามินบีต่างๆซึ่งถูกขัดสีออกไปด้วย
ปัญหาด้านโภชนาการของคนที่รับประทานข้าวอย่างไม่ถูกต้อง ก็คือการขาดโปรตีน
ธาตุเหล็ก ไอโอดีน และวิตามินเอ
ประมาณครึ่งหนึ่งของหญิงวัยเจริญพันธุ์ในเอเชียขาดธาตุเหล็ก และการขาดวิตามินเอ
เกิดขึ้นในเด็ก,หญิงมีครรภ์
ประมาณร้อยละ 10 –
25 ในเอเชียใต้ พบว่าอาจจะมีเด็กก่อนวัยเรียนมากถึง1 ใน 3 มีการขาดวิตามินเอ
แบบไม่ปรากฏอาการ การขาดธาตุเหล็กจะทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กลดลง
และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเสียชีวิตของทารกในครรภ์
การขาดวิตามินเอยังอาจนำไปสู่อาการตาบอด
แม้จะเพียงในระดับต่ำ
จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญมากต่อการตายของทารกทั้งหลังคลอด และขณะอยู่ในครรภ์มารดา
ดังนั้น
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งว่า
เราต้องปรับปรุง ด้านโภชนาการของข้าวที่รับประทานกันในประชาชนกลุ่มเสี่ยง
รวมถึงในคนที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก เพื่อให้มั่นใจว่าการบริโภคข้าว
จะสามารถทำให้ร่างกาย ของพวกเขาได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ
งานวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณค่าทางอาหารของข้าวได้มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและได้ผลเป็นที่น่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้วิธีการต่างๆ
ในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ของข้าวพันธุ์ต่างๆ
รวมจนถึงการเติมสารอาหารลงในข้าวในระหว่างขบวนการขัดสี
ทั้งนี้เพื่อจะทำให้ข้าวมีคุณค่าทางอาหารมากขึ้น
การค้นพบข้าวพันธุ์แอฟริกา ,
Oryza glabberima
ได้เอื้ออำนวยให้นักวิทยาศาสตร์
มีวัตถุดิบในการพัฒนาข้าวเพื่อให้มีคุณค่าทางอาหารมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแอฟริกา ข้าวพันธุ์
O. glabberima
ประกอบด้วยธาตุสังกะสี และ ธาตุเหล็กในช่วง 1
–
6 มิลลิกรัมและโปรตีนประมาณ 5 –
14 กรัม ต่อข้าว 100 กรัม ถ้าเราสามารถนำเอาคุณสมบัติ ด้านคุณค่าทางอาหารนี้มาผสมผสานกับพันธุ์
ข้าวที่ปลูกเป็นการค้าได้
เราจะสามารถช่วยให้ประชากรโลกปลอดภัยต่อสภาวะเสี่ยงต่อการขาดแร่ธาตุรองที่สำคัญต่อร่างกายได้อย่างมหาศาล
จริงๆ
นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวจากศูนย์วิจัยข้าวนานาชาติ
IRRI
ร่วมกับสถาบันวิจัยนโยบายอาหารนานาชาติ
(International Food Policy Research Institute)
สามารถทำการพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีปริมาณธาตุเหล็ก 4
–
5 เท่า เราเลือกธาตุเหล็กเป็นเป้าหมายของแร่ธาตุรอง
เนื่องจากการขาดธาตุเหล็ก
เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด ในทุกๆประเทศ
กลุ่มแม่ชีแคทอลิคในประเทศฟิลิปปินส์รับเป็นอาสาสมัครที่จะทดสอบข้าวธาตุเหล็กสูง
และผลการทดสอบเบื้องต้นก็ค่อนข้างจะเป็นผลในทางบวก
เราพบว่าแม่ชีที่รับประทานข้าวธาตุเหล็กสูง
มีปริมาณธาตุเหล็ก ในร่างกาย สูงขึ้นร้อยละ 10 ในขณะที่กลุ่มที่รับประทานข้าวธรรมดากลับมีปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายลดลงร้อยละ
6 ผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าการเติมแร่ธาตุลงในข้าวเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
และได้ผลดี
อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงกระตุ้นทั้งในการพัฒนาธาตุเหล็กในข้าว และ
การปรับปรุงปริมาณอาหารรองต่างๆในพืชอื่นๆด้วย
อีกโครงการหนึ่งที่น่าจะมีศักยภาพเป็นไปได้ก็คือ การเติมวิตามินเอลงในข้าว
เนื่องจากข้าวไม่สามารถผลิตวิตามินเอในตัวของมันเองได้
นักวิทยาศาสตร์จึงต้องหาวิธีการทดลองทางพันธุกรรมเพื่อจะนำเอายีนส์ที่สามารถผลิตสารเบต้าแคโรทีน
เติมลงในข้าว
สารเบต้าแคโรทีนนี้ เป็นสารที่ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอได้เมื่อต้องการ
การวิจัยซึ่งได้เริ่มบุกเบิกดำเนินงานโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวสวิส ชื่อ
Ingo Potrykus
ได้ถูกส่งไปยัง IRRI
แล้ว
เพื่อจะได้ทำการพัฒนาต่อไป
ขณะที่ยังคงมีงานที่ต้องทำอีกมากมายกว่าที่เราจะสามารถนำข้าวที่อุดมด้วยธาตุเหล็กไปสู่อาหารของผู้บริโภคได้
แต่งานทดลองครั้งนี้ก็สามารถส่งผลให้เห็นถึงศักยภาพ
ของการนำเสนอนวัตกรรมใหม่มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณสมบัติทางโภชนาการของข้าวได้
นอกจากวิธีการต่างๆดังกล่าวแล้ว ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับ
ขบวนการเติมสารอาหารลงในข้าวขณะขัดสี
(rice fortification)
โดยมีการศึกษาถึงการเติมด้วย ธาตุเหล็ก,
วิตามินบีต่างๆ,
วิตามินเอ
และ แคลเซียม ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับต่างๆกัน
ในเอเชีย
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกๆ ที่มีการเติมสารอาหารลงในข้าว
โดยเริ่มมีการทดลองตั้งแต่ ช่วงประมาณปี พ.ศ.2483
และแม้ว่าการทดลองจะประสบความสำเร็จและมีการออกกฎหมายรับรองข้าวเพิ่มสารอาหารด้วยแล้วก็ตาม
ความก้าวหน้าทางด้านนี้ก็ยังอยู่ในวงจำกัด
ฟิลิปปินส์พยายามที่จะนำเรื่องการเพิ่มสารอาหารในข้าวมาทดลองอีกและผลที่ได้รับเบื้องต้นก็ดูมีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง
แต่ด้วยภาพประสบการณ์เดิมๆในประเทศ
ทำให้การมีส่วนร่วมของรัฐบาลและการสนับสนุนจากฝ่ายการเมืองเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆที่อย่างสามารถทำให้โครงการเติมสารอาหารลงในข้าวประสบความสำเร็จได้
การพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ๆ เพื่อให้อุดมด้วยสารอาหาร
ดูจะเป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้และท้าทายเป็นอย่างมาก
ในขณะที่ผู้คนเปลี่ยนมาบริโภคข้าวกันมากขึ้น การหาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ
ที่ครบถ้วนด้วสารอาหารและต้องให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องด้วยเป็นสิ่งที่จำเป็นที่องค์การอาหารและเกษตร
ต้องทำเป็นอย่างยิ่ง
แห่งสหประชาชาติได้นำเสนอเรื่องของคุณค่าทางโภชนาการของปีข้าวสากล
รวมถึงเพื่อเติมเต็มหลักปรัชญาที่ว่า “ข้าวคือชีวิต”
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซด์ของสถาบันวิจัยนโยบายอาหารนานาชาติ
http://www.irri.org/events/IYR2004/index.asp