การเกิดโรคกระดูกพรุน มีอัตราสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเอเชีย
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากการที่คนเราในปัจจุบันมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น
และเมื่อเรามีอายุมากขึ้นมวลความหนาแน่นของกระดูกก็ย่อมลดน้อยลงไปตามอายุ
โรคกระดูกพรุนมิได้เกิดเฉพาะในสตรีสูงอายุเท่านั้น
แต่มีการตรวจพบในสตรีที่อายุน้อยเพียง 25ปี
และพบในผู้ชายทุกวัยด้วยเช่นกัน จากสถิติการสำรวจ
ของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ
(International Osteoporosis Foundation)
พบว่า 1 ใน 5
ของชายอายุ 50 ปีขึ้นไปจะเป็นโรคกระดูกพรุน
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ วันโรคกระดูกพรุนโลก ปี 2547 ซึ่งกำหนดเป็นวันที่
20
ตุลาคม
จึงมีเป้าหมายที่จะสร้างความตระหนักในเรื่องการดูแลสุขภาพกระดูกในผู้ชาย
การเกิดโรคกระดูกพรุนจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องในร่างกายเราโดยไม่แสดงอาการใดๆเลย
จนกว่าจะมีการล้มแบบไม่รุนแรงหรือกระแทก
ซึ่งอาจก่อให้เกิดกระดูกร้าวได้ในบริเวณสะโพกข้อมือ หรือกระดูกสันหลัง
นักวิจัยได้ประมาณการว่า ในอีกเกือบ50ปีข้างหน้า(ราวปี
ค.ศ.2050 หรือ พ.ศ. 2593)
ครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการกระดูกร้าวเนื่องมาจากสาเหตุของโรคกระพรุนจะเกิดขึ้นกับชาวเอเชีย
และสิ่งที่น่ากังวลก็คือ ผลกระทบของการเกิดกระดูกร้าวหรือหักโดย
เฉพาะเมื่อเกิดกับสะโพก อาจทำให้ถึงขั้นสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง
ไปเลยก็ได้ มีการศึกษาในสิงคโปร์ พบว่า 1 ใน 5
คนที่เกิดกระดูกสะโพกหักหรือร้าวอันเนื่องมาจากโรคกระดูกพรุน จะตายภายใน 1 ปี และ
1ใน 3 จะพิการเดินไม่ได้ต้องใช้รถเข็น หรือนอนไปไหนไม่ได้
โรคกระดูกพรุนรักษาไม่ได้ แต่ข่าวดี คือ โรคนี้ป้องกันได้
โดยการกินอาหารอย่างถูกต้องและออกกำลังกายตลอดชีวิต หรือ
แม้เมื่ออายุมากขึ้นแล้วหากพยายามลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกก็ยังจะช่วยไม่ให้เป็นโรคนี้ได้
ดังนั้นศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย จึงมีคำแนะนำเป้าหมายสำคัญ 3
ประการ เพื่อเอาชนะโรคกระดูกพรุน ซึ่งได้แก่
การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ
,
ให้ร่างกายได้รับวิตามินดีเป็นประจำไม่ว่าจากอาหาร หรือ จากแสงแดดก็ตาม
และประการที่สาม ให้มีการออกกำลังกายที่ต้องลงน้ำหนัก
รวมอยู่ในชีวิตประจำวันด้วย
ความต้องการแคลเซียมในร่างกายจะเปลี่ยนไปตามวัยในช่วงเวลาเด็ก,
วัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แคลเซียมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วงนี้กระดูกจะสะสมธาตุแคลเซียมเพื่อสร้างขนาดและความ
แข็งแรงของตัวกระดูกเองอย่างเต็มที่
ขบวนการนี้จะดำเนินอย่างต่อเนื่องจนถึงอายประมาณ 30 ปี
หลังจากนั้นการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอในชีวิตประจำวันก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพียงแต่ว่า ร่างกายต้องการน้อยลงไปบ้างเท่านั้น ส่วนมารดาที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์
หรือให้นมบุตร จำเป็นจะต้องเพิ่มการบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมให้สูงมากขึ้น
เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของทารกด้วย
ร่างกายของคนที่มีอายุมากขึ้นจะมีความสามารถในการดูดซึมธาตุแคลเซียมได้น้อยลง
ดังนั้นในวัยผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิง
ควรพยายามรับประทานอาหารที่มีธาตุแคลเซียมสูงให้มากๆไว้ ยิ่งเป็นสตรีวัยหมดประจำเดือนความต้องการแคลเซียมของร่างกายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น
ปริมาณแคลเซียมที่จำเป็นต่อร่างกายนั้นอยู่ที่ปริมาณเท่าใด
?
คำตอบก็คือ มีคำแนะนำแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศตั้งแต่ 800 มก. ถึง 1500 มก.
ต่อวัน เป้าหมายที่เหมาะสมคือ ให้รับประทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุแคลเซียม
ทุกวันๆละ 5 –
7 เสริฟโดยแต่ละเสริฟให้มีปริมาณแคลเซียมราวๆ 150
–
200 มก.
นมและผลิตภัณฑ์จากนม จะมีแคลเซียมสูง และ เป็นแคลเซียมประเภทที่ดูดซึมได้ง่าย
ดังนั้นทางเลือกหนึ่งที่จะให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพียงพอต่อวัน
ก็คือดื่มนมวันละ 2 แก้ว และอาหารที่มีแคลเซียมสูงอีก 2 เสริฟ
ชาวเอเชียร้อยละ 90
จะมีปัญหาเรื่องการย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมทั้งนี้เป็นเพราะร่างกายไม่สามารถผลิตน้ำย่อยสำหรับย่อยแลคโตสได้มากพอที่จะทำงานได้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมเสียทั้งหมดเพราะคนส่วนใหญ่ก็ยังสามารถดื่มนมเล็กน้อยร่วมกับอาหารอื่นได้และยังคงสามารถรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งมีปริมาณน้ำตาลแลคโตสน้อยกว่านมสดได้
ยกตัวอย่างเช่น มีคนเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ ยังสามารถมีความสุขกับการรับประทานอาหารพวกเนยแข็งบางชนิดเช่น
สวิสชีส หรือ เช็คดาชีส รวมไปถึงโยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ผลิตแบบพิเศษ
ที่ให้มีปริมาณแลคโตสต่ำได้
นอกจากนี้ยังมีแหล่งอาหารอื่นๆ ที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย
ที่สามารถกินได้ทั้งกระดูกและเปลือกเช่น ปลาซิว ปลาไส้ตัน กุ้งแห้ง กะปิ
ปลากระป๋อง
ผักใบเขียวต่างๆ
เช่น
คะน้า
กวางตุ้ง บรอคโคลี
นมถั่วเหลืองเพิ่มแคลเซียม เต้าหู้ เต้าเจี้ยว
จะเป็นการดีมาก ถ้าเรารับประทานถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเป็นประจำ
เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีเท่านั้น
แต่ถั่วเหลืองอุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวน
ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่สามารถช่วยเพิ่มมวลและความหนาแน่นของกระดูกได้
ทำให้กระดูกแข็งแรง ไม่หักง่าย
นอกเหนือจากอาหารดังกล่าวแล้ว
ยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่ผู้ผลิตได้เติมธาตุแคลเซียมไว้ เช่น น้ำผลไม้ ขนมปัง
อาหารเช้าพวกซีเรียล ขนมปังกรอบ และเครื่องดื่มประเภทมอลท์
ดังนั้นเวลาเลือกซื้ออาหาร ต้องอ่านฉลากให้ดี
ดูถึงปริมาณแคลเซียมต่อการรับประทานหนึ่งครั้ง
และพยายามสร้างนิสัยให้รวมเอาอาหารเพิ่มแคลเซียม อยู่ในเมนูอาหารประจำวันไว้เสมอ
เนื่องจากอาหารเช้าประเภทซีเรียลหลายชนิดอุดมไปด้วยธาตุแคลเซียมจึงถือเป็นการดีถ้าคุณจะรับประทาน
อาหารเช้าประเภทนี้เพราะจะช่วยให้ร่างกายคุณได้รับแคลเซียมในระดับพอสมควรทีเดียวสำหรับชีวิตประจำวัน เช่น ในมื้ออาหารถ้าเราดื่มน้ำส้มเติมแคลเซียม
และก๋วยเตี๋ยวผัดกับบรอคโคลีและเต้าหู้
หรือแซนวิชขนมปังโฮลวีทใส่ชีสและผัก กับนมหนึ่งถ้วยหรืออาหารเช้าซีเรียลเพิ่มแคลเซียมกับนมหนึ่งถ้วย หรือโยเกิร์ตหนึ่งถ้วย
หรือนมถั่วเหลืองเพิ่มแคลเซียมกับข้าวแท่งซีเรียลอบกรอบเราก็จะได้รับแคลเซียมอย่างน้อย 400 มก.
ในเรื่องสุขภาพของกระดูกนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ร่างกายต้องได้รับวิตามินดี
เพราะวิตามินดีจะเป็นตัวช่วยให้
ร่างกายดูดซึมแคลเซียมอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้น
ร่างกายคนเราได้รับวิตามินดีง่ายมากโดยออกไปในแสงแดดหรือเพียงแค่ยื่นมือหรือแขนออกไปกลางแดด เพียง 10
–
15 นาที สัปดาห์ละ 2
–
3 ครั้งก็พอ ส่วนอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินดีอันยอดเยี่ยมได้แก่ ไข่แดง
ปลาที่มีไขมัน ตับ นม หรืออาหารเช้าซีเรียลที่เพิ่มวิตามิน
ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุบางคนอาจจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยถ้าไม่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอในชีวิตประจำวันและด้วยเหตุผลว่าร่างกายของผู้สูงอายุจะดูดซึมวิตามินดีได้ไม่ดีพอเท่ากับตอนยังเป็นหนุ่มสาวอีกด้วยเกี่ยวกับแคลเซียมก็เช่นเดียวกันถ้าใครที่คิดว่าการที่ตนจะได้รับแคลเซียมจากอาหารให้ได้เพียงพอที่
ร่างกายต้องการนั้นทำได้ยากควรคิดเรื่องการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยแต่อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเสมอ
เนื่องจากการออกกำลังกายชนิดที่ต้องลงน้ำหนักตเป็นการช่วยให้กระดูกแข็งแรงและชะลอกระบวนการ
สูญเสียมวลกระดูก
ผู้เชี่ยวชาญด้วนสุขภาพแนะนำให้ออกกำลังกาย เช่น เดิน วิ่ง จ๊อกกิ้ง
การเดินขึ้นลงบันได และการกระโดดเชือก สัปดาห์ละ 3
–
5 ครั้ง
โรคกระดูกพรุนเป็นมหันตภัยเงียบ อย่ารอจนกระทั่งกระดูกคุณเริ่มสลายตัว
เพราะนั่นอาจสายเกินไป
ควรเลือกรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ รวมทั้งอาหารว่าง
ที่ประกอบด้วยธาตุแคลเซียมซึ่งมีให้เลือกมากมาย
รวมถึงอาหารที่มีวิตามินดีด้วยหรือหมั่นออกไปข้างนอกเพื่อให้ร่างกายได้รับแสงแดดบ้าง
ถ้าจำเป็นก็ให้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วย และจัดเวลาเพื่อออกกำลังกายแบบให้มีการลงน้ำหนักเสียตั้งแต่วันนี้
อาหาร 1
เสริฟเป็นอย่างไร
?
ตัวอย่างอาหารดังต่อไปนี้ ประกอบด้วยแคลเซียมประมาณ 150
–
200 มก.